ทัวร์เชียงราย 3 วัน 2 คืน 25 – 27 ก.ย.63, 02 – 04 ต.ค. 63 ไร่สิงห์ปาร์ค, วัดร่องขุ่น, อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า, ชมทะเลหมอกภูชี้ฟ้า, พระตำหนักดอยตุง, สวนแม่ฟ้าหลวง, หมู่บ้านผาฮี้, จุดชมวิวฐานปฏิบัติการดอยช้างมูบ, ไร่ชาฉุยฟง, พิพิธภัณฑ์บ้านดำ, วัดห้วยปลากั้ง, วัดร่องเสือเต้น

ภูชี้ฟ้า เชียงราย

LOFT_CHIANGRAI 3D 2N_By VZ (Sep,Oct2020) V001

จุดชมวิวภูชี้ฟ้า ไฮไลท์สำคัญของภูชี้ฟ้า ต้องยกให้จุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม อีกทั้งทิวทัศน์ของภูเขาสลับซับซ้อนดูกว้างไกล โดยในตอนเช้ามักจะมีทะเลหมอกปกคลุมในหุบเขาเบื้องล่าง และมีพระอาทิตย์ขึ้นผ่านพ้นทะเลหมอก ท่ามกลางทุ่งหญ้า แซมด้วยทุ่งดอกโคลงเคลง (ในช่วงฤดูฝนไปจนถึงฤดูหนาว) สวยงามราวกับภาพวาด และหากรอจนสายหมอกถูกความร้อนระเหยหมดแล้ว ก็ยังคงมองเห็นสายน้ำโขงไหลคดเคี้ยว ท่ามกลางป่าไม้ของฝั่งลาวที่เขียวสุดสมบูรณ์

เชียงรายเมืองเหนือสุดแห่งแดนสยาม 3 วัน 2 คืน

โดยสายการบิน Vietjet Air (ขึ้น-ลงเครื่องที่สนามสุวรรณภูมิ)

วันแรก กรุงเทพฯ (สนามบินสุวรรณภูมิ) – สนามบินแม่ฟ้าหลวง (เชียงราย) – ไร่สิงห์ปาร์ค – วัดร่องขุ่น – อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า

04.30 น. คณะเดินทางพร้อมกันที่ สนามบินสุวรรณภูมิอาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 ประตู 2 เคาน์เตอร์ D สายการบิน Vietjet Air (VJ) โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ LOFTTOUR และหัวหน้าทัวร์คอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในเรื่องกระเป๋าสัมภาระและการเช็คอินแก่ทุกท่านก่อนการเดินทาง

06.30 น. เหิรฟ้าสู่ สนามบินแม่ฟ้าหลวง (เชียงราย) โดยสายการบิน Vietjet Air (VZ130)

07.55 น. คณะเดินทางถึง สนามบินแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงรายเหนือสุดแห่งแดนสยาม รถตู้ Vip รอรับคณะที่สนามบิน

09.00 น. นำท่านเดินทางสู่ ไร่บุญรอด หรือสิงห์ปาร์ค เชียงราย เป็นไร่ของบริษัท บุญรอด ผู้ผลิตเบียร์สิงห์ เส้นทางเดียวกับวัดร่องขุน อ.เมือง จ.เชียงราย เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สวยงาม ภายในไร่บุญรอดมีการจัดแต่งสวนดอกไม้เมืองหนาวสีสันสวยงามนานาชนิด มีพื้นที่ เกษตรกรรมและไร่ชากว่า 600 ไร่ โดยจัดเป็นรูปแบบฟาร์มทัวร์ให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาเยี่ยมชม ไร่บุญรอด ปลูกพืชหลายชนิด ตามความเหมาะสมกับสภาพดิน มีชาพันธุ์อู่หลง รวมทั้งแปลงเกษตรผสมผสาน และกิจกรรมต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัส

ไร่สิงห์เชียงราย

นำท่านเก็บภาพความประทับใจ รูปปั้นสิงห์ทองตัวใหญ่ สัญลักษณ์ประจำ สิงห์ปาร์ค เชียงราย ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินสนามหญ้าสีเขียวขจี หรือเรียกได้ว่าเป็น Land Mark ของที่นี่เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวอยากจะมาเช็คอินเมื่อมาถึงจังหวัดเชียงราย

จากนั้น นำท่านเดินทางต่อสู่ วัดร่องขุ่น (ใช้เวลาเดินทาง 10 นาที) ออกแบบและสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทย สร้างขึ้นด้วยแรงปณิธานที่มุ่งมั่น รังสรรค์งานศิลปะที่งดงามแปลกตาผสานวัฒนะธรรมล้านนาอย่างกลมกลืน ทั้งลวดลายปูนปั้นประดับกระจกและจิตรกรรรมฝาผนังขนาดใหญ่ ลักษณะเด่นของวัดคือ พระอุโบสถถูกแต่งด้วยลวดลายกระจกสีเงินแวววาวเป็นเชิงชั้นลดหลั่นกันไป หน้าบันประดับด้วยพญานาคมีงวงงาดูแปลกตาน่าสนใจมาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถเป็นฝีมือภาพเขียนของอาจารย์เอง

วัดร่องขุ่น
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหาร

บ่าย นำท่านออกเดินทางสู่ เขตอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า ตั้งอยู่ที่ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเชียงราย อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่อิงฝั่งขวาและป่าแม่งาว ฟ้าทอง มีพื้นที่ประมาณ 120,000 ไร่ โดยกรมป่าไม้ได้มีคำสั่งจัดตั้งเป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 พื้นที่วนอุทยานเป็นยอดเขาสูงในเทือกเขาดอยผาหม่น ติดชายแดนไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก จากนั้นให้ท่านได้พักผ่อนตามอัธยาศัย

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านอาหารของโรงแรม

วันที่สอง ชมทะเลหมอกภูชี้ฟ้า – พระตำหนักดอยตุง – สวนแม่ฟ้าหลวง – หมู่บ้านผาฮี้

ภูชี้ฟ้า เชียงราย

05.00 น. นำท่านออกเดินทางไปยัง จุดชมวิวภูชี้ฟ้า ไฮไลท์สำคัญของภูชี้ฟ้า ต้องยกให้จุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม อีกทั้งทิวทัศน์ของภูเขาสลับซับซ้อนดูกว้างไกล โดยในตอนเช้ามักจะมีทะเลหมอกปกคลุมในหุบเขาเบื้องล่าง และมีพระอาทิตย์ขึ้นผ่านพ้นทะเลหมอก ท่ามกลางทุ่งหญ้า แซมด้วยทุ่งดอกโคลงเคลง (ในช่วงฤดูฝนไปจนถึงฤดูหนาว) สวยงามราวกับภาพวาด และหากรอจนสายหมอกถูกความร้อนระเหยหมดแล้ว ก็ยังคงมองเห็นสายน้ำโขงไหลคดเคี้ยว ท่ามกลางป่าไม้ของฝั่งลาวที่เขียวสุดสมบูรณ์อีกด้วย

ภูชี้ฟ้า เชียงราย

อิสระให้ท่านเก็บภาพความประทับใจกับวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกตามอัธยาศัย (ทะเลหมอกขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละวัน)

08.00 น. ได้เวลาอันพอสมควร นำท่านกลับลงสู่ด้านล่างเพื่อเก็บสัมภาระจากโรงแรมที่พัก

รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านอาหารของโรงแรม

10.00 น. จากนั้นนำท่านออกเดินทางสู่ พระตำหนักดอยตุง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสันเขาของเทือกดอยนางนอน เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2531 ถือเป็นบ้านหลักแรกของสมเด็จย่า สร้างขึ้นโดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เน้นความเรียบง่ายเป็นพระตำหนักสองชั้นและชั้นลอย ชั้นบนแยกเป็นสี่ส่วนแต่เชื่อมต่อกันเป็นอาคารหลังเดียว มีกาแลและไม้แกะสลักเป็นเชิงชายลายเมฆไหลที่อ่อนช้อยโดยรอบ เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างบ้านปีกไม้ ศิลปะล้านนา กับชาเลต์แบบ Swiss Chalet พอถึงกลางท้องพระโรงต้องแหงนมองดูเพดานที่แกะสลักเป็นกลุ่มดวงดาวในสุริยะจักรวาลเรียงตามองศาในวันที่ 21 ตุลาคม 2443 ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ และฝังดวงไฟให้กำลังแสงตามขนาดที่ได้สัดส่วนตามจริง โดยการคำนวณและออกแบบโดยสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีห้องบรรทมและห้องทรงงานที่สื่อถึงความเรียบง่าย สมถะของพระองค์ภายหลังการสวรรคตของสมเด็จย่า พระตำหนักยังได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหาร (ระหว่างเดินทางไปพระตำหนักดอยตุง)

บ่าย มีเวลาให้ท่านได้เก็บภาพความประทับใจกับทุ่งดอกไม้สีสันสดใส นั่นคือ สวนแม่ฟ้าหลวง เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาวในหุบเขา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 เดิมมีพื้นที่ 12 ไร่ มีการปลูกดอกไม้หมุนเวียนสลับ ให้ออกดอกไม่ซ้ำกันตลอดสามฤดู ล้อมรอบประติมากรรมชื่อ “ความต่อเนื่อง” เป็นรูปเด็กยืนต่อตัวที่กลางสวน นอกจากนี้ ยังจัดแต่งสวนหินซึ่งประดับด้วยหินภูเขากลมเกลี้ยงขนาดใหญ่ สวนน้ำอุดมด้วยไม้น้ำพันธุ์ต่างๆ บัว และสวนปาล์มที่รวบ รวมปาล์มไว้มากมายในพื้นที่ 13 ไร่ สวนแม่ฟ้าหลวงจึงมีพื้นที่ทั้งสิ้น 25 ไร่

บ้านผาฮี้

16.00 น. นำท่านออกเดินทางต่อสู่ หมู่บ้านผาฮี้ (ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที) หมู่บ้านแห่งนี้มีความงดงามทางด้านวัฒนธรรมที่ซุกซ่อนอยู่ในความงดงามของธรรมชาติ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่เงียบสงบแต่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้มาเยือนด้วยเอกลักษณ์ของชาวบ้าน

บ้านผาฮี้

โดยที่ชาวบ้านแทบจะไม่ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเอง มีการปรับตัวเพียงเล็กน้อยเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวแต่ก็ไม่ถึงขั้นสูญเสียตัวตนของตัวเองไป และที่สำคัญก็คือวิวธรรมชาติของที่นี่บอกได้เลยว่าสุดยอดมากๆ เป็นความทรงจำสุดพิเศษที่อยากจะแบ่งปันให้กับทุกคนได้มาเก็บเกี่ยวช่วงเวลาแห่งความสุข ณ บ้านผาฮี้แห่งนี้กันสักครั้ง

บ้านผาฮี้

นำท่านเข้าเช็คอินโรงแรมที่พัก จากนั้นมีเวลาให้ท่านเดินเล่นชมหมู่บ้านผาฮี้ตามอัธยาศัย

ค่ำ รับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารภายในหมู่บ้าน

วันที่สาม หมู่บ้านผาฮี้ – จุดชมวิวฐานปฏิบัติการดอยช้างมูบ – ไร่ชาฉุยฟง – พิพิธภัณฑ์บ้านดำ – วัดห้วยปลากั้ง – วัดร่องเสือเต้น – กลับสู่ กรุงเทพฯ

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านอาหารของโรงแรม

ดอยช้างมูบ

09.00 น. นำท่านออกเดินทางสู่ จุดชมวิวดอยช้างมูบ ณ ที่ตั้งฐานปฏิบัติการดอยช้างมูบ (ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที) วิวพาโนรามาเทือกเขาสลับซ้อนไปจนสุดขอบฟ้า ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คอีกจุดที่วิวสวยงามมากๆ และยังอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมความงามในฐานปฏิบัติการได้เพียงแค่แสดงบัตรประจำตัวประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าชม ทางเข้าทำเป็นแนวเหมือนเขาวงกตที่สร้างด้วยรั้วไม้ไผ่ผ่านจากทางเดินเข้ามาก็จะมาพบลานหญ้าสีเขียวสวยงาม

ดอยช้างมูบ

จุดชมวิวจุดนี้มองเห็นเทือกเขาฝั่งพม่าไกลสุดตาจนถึงสุดขอบฟ้า หากเป็นช่วงฤดูหนาว จะมีนักท่องเที่ยวมากางเต็นท์บริเวณใกล้ๆ ฐานปฏิบัติการเพื่อรอชมทะเลหมอกในตอนเช้า และพระอาทิตย์ตกในตอนพลบค่ำ และยังอุ่นใจมีพี่ทหารคอยอำนวยความสะดวกดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวอีกด้วย

ไร่ชาฉุยฟง

10.00 น. จากนั้นนำท่านออกเดินทางต่อสู่ ไร่ชาฉุยฟง ไร่ชาเก่าแก่กว่า 500 ไร่ ที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง กว่า 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติและทิวเขาที่สวยงาม นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสกับธรรมชาติ ไร่ชา แล้วที่นี่ก็ยังมีของอร่อยๆ ให้บริการด้วย และยังเป็นจุดแลนด์มาร์ค ที่ทุกคนจะไปยืนถ่ายรูปกับวิวไร่ชาแบบพาโนรามา และจากตรงนี้เราก็จะเห็นบริเวณรอบๆ ไร่ชาที่โค้งไปตามไหล่เขาที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันได ดูสวยงามมากๆ จนได้เวลาอันพอสมควรนำท่านสู่ร้านอาหาร

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหาร

พิพิธภัณฑ์บ้านดำ

บ่าย นำท่านเดินทางสู่ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ หรือ บ้านดำ เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะบนพื้นที่กว่า 100 ไร่ สร้างขึ้นโดย อ.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ ที่มีฝีมือทางด้าน จิตรกรรม ปฏิมากรรม ได้สร้างงานด้านศิลปะไว้มากมาย ทั้งทางด้านภาพเขียน และ ด้านปฏิมากรรมหลายชิ้น ลักษณะของบ้านดำจะเป็นกลุ่มบ้านไม้ ศิลปะแบบล้านนา บ้านปูนรูปทรงแปลกตา

พิพิธภัณฑ์บ้านดำ

บ้านเกือบทุกหลังทาด้วยสีดำ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “บ้านดำ” และยังเป็นสีที่ อ. ถวัลย์ โปรดปราน อีกด้วย ในบ้านแต่ละหลังจะประดับด้วยไม้แกะสลักที่มีลวดลายงดงาม นอกจากไม้แกะสลักแล้วยังประดับด้วยเขาสัตว์ เช่น เขาควายมากกว่า 100 ชิ้น เขากวาง หนังจระเข้ เปลือกหอยขนาดใหญ่ และยังมีกระดูกสัตว์ เช่น กระดูกช้าง เป็นต้น

15.00 น. จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่ วัดห้วยปลากั้ง (ใช้เวลาเดินทาง 20 นาที) เป็นอีกวัดหนึ่งของจังหวัดเชียงรายที่สวยงามตั้งอยู่บนเขา และมีเนินเขารายรอบวัดสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามสิ่งที่โดดเด่นของวัดนี้ คือ ” พบโชคธรรมเจดีย์” ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สูงถึง 9 ชั้น รูปทรงแปลกตาลักษณะเป็นทรงแหลม ศิลปะจีนผสมล้านนา หลังคาสีแดงมีรูปปั้นมังกรทอดยาวทั้งสองข้างบันได ล้อมรอบด้วยเจดีย์ เล็กๆ 12 ราศี

วัดห้วยปลากั้ง

วัดห้วยปลากั้งเป็นวัดซึ่งชาวบ้านนับถือและเชื่อกันว่าหากใครได้มาเยือนจะหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์ ภายในเจดีย์ ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระอรหันต์ต่างๆ ภายในเจดีย์เป็นที่ประดิษฐาน เจ้าแม่กวนอิมแกะสลักจากไม้จันหอมองค์ใหญ่ สาเหตุ ที่เจดีย์ 9 ชั้นนี้ มีชื่อว่า พบโชคธรรมเจดีย์ เนื่องด้วยวัดห้วยปลากั้งแห่งนี้เป็นวัดร้างมาตั้งแต่โบราณกาล ไม่ทราบประวัติการสร้าง แน่ชัด แต่มาพระอาจารย์พบโชค ติสสะวังโส ได้บูรณะและก่อสร้างถาวรวัตถุขึ้นจำนวนมากจึงกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจ ของชาวเชียงรายอีกครั้ง

วัดร่องเสือเต้น

จากนั้น นำท่านเดินทางต่ออีกประมาณ 15 นาที สู่ วัดร่องเสือเต้น ไฮไลต์ที่สำคัญอยู่ที่พระอุโบสถใหม่ที่สร้างขึ้น ด้วยศิลปะแบบไทยประยุกต์ ที่มีศิลปะที่มีความสวยงดงามแปลกตา จากฝีมือการรังสรรค์ของ นายพุทธา กาบแก้ว หรือ สล่านก ศิลปินท้องถิ่นชาวเชียงราย ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ของ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และเคยเข้าไปทำงานที่วัดร่องขุ่น เป็นศิลปะประยุกต์ที่ เป็นเอกลักษณ์ใช้เฉดสีเป็นสีน้ำเงินฟ้าตัดกับสีทอง ลวดลายต่างๆ ที่พริ้วไหวนั้น สล่านกได้จากการเรียนรู้จากอาจารย์ แต่ศิลปะของ อาจารย์จะ ใช้โทนสีขาว และมีการใช้กระจก แต่ของสล่านกดัดแปลงมาเป็นการใช้สีน้ำเงินฟ้าแทนเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์

วัดร่องเสือเต้น

โดยเฉพาะ ประติมากรรมบันไดพญานาคที่ใช้เฉดสีเดียวกันนั้นมีความชดช้อยและลวดลายแตกต่างจากประติมากรรมทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ได้นำเอารูปแบบผลงานของ อ.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ พ.ศ.2544 ผู้สร้างบ้านดำ จ.เชียงราย ที่มีความโดดเด่นเรื่อง เขาและงามาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะช่วงเขี้ยวของพญานาคมีความพลิ้วไหว อ่อนช้อย โดยพระวิหารแห่งนี้ให้นิยามว่าเป็นทิพยสถาน คือ เป็นการสรรเสริญพระพุทธเจ้าทั้งในรูปแบบของประติมากรรมและจิตรกรรม เมื่อคนเข้าไปมีจิตใจดีก็จะรักษาศีลก่อให้เกิดสมาธิ และปัญญาตามมา

17.30 น. ได้เวลาอันพอสมควร นำท่านออกเดินทางสู่ สนามบินแม้ฟ้าหลวง เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ

19.55 น. ออกเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Vietjet Air (VZ135)

21.20 น. คณะเดินทางกลับถึง สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจมิรู้ลืม

คณะผู้เดินทาง ผู้ใหญ่ 6-8 ท่าน ราคารวมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ

  • ผู้ใหญ่ พักห้องคู่ (ห้องละ 2 ท่าน) ราคาท่านละ 8,500.-
  • พักห้องเดี่ยว จ่ายเพิ่มท่านละ 1,600.-

กำหนดเดินทาง

  • 25 – 27 ก.ย.63
  • 02 – 04 ต.ค. 63

อัตรานี้รวม:

  • ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงราย-กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Vietjet Air
  • ค่าภาษีสนามบิน และค่าภาษีน้ำมันจากสายการบิน ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2563

***ในกรณีสายการบินมีการปรับเพิ่มขึ้นหลังจากนี้ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บเพิ่มตามจริง***

  • ค่ารถตู้ปรับอากาศ VIP ท่องเที่ยวตามรายการที่ระบุไว้ในโปรแกรม
  • ค่าโรงแรมที่พัก ตามรายการที่ระบุหรือเทียบเท่า (ห้องละ 2-3 ท่าน)
  • ค่าอาหารและเครื่องดื่มทุกมื้อ ตามที่กำหนดในโปรแกรม (ยกเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์)
  • ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ระบุตามรายการ

** หากสถานที่ท่องเที่ยวใดที่ไม่สามารถเข้าชมได้ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการไม่คืนค่าใช้จ่าย เนื่องจากทางบริษัทได้ทำการจองและถูกเก็บค่าใช้จ่ายไปแล้ว **

  • ค่ามัคคุเทศก์ บริการอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง
  • ค่าประกันอุบัติเหตุการเดินทาง คุ้มครองในวงเงินท่านละ 1,000,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุวงเงินท่านละ 500,000 บาท (เงื่อนไขตามกรมธรรม์)

อัตรานี้ไม่รวม:

  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ เครื่องดื่มและอาหารนอกรายการ, ค่าซักรีด, ค่าโทรศัพท์, ทิป ฯลฯ
  • ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%

*** ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการ เปลี่ยนแปลงรายการท่องเที่ยวตามความเหมาะสม ทั้งนี้จะคำนึงถึงความสะดวกสบาย ความพึงพอใจและความปลอดภัยของผู้เดินทางเป็นสำคัญ ***

สอบถามทัวร์ LINE: @lofttravel TEL: 02-402-6475, 02-046-0046, 080-291-0123, 085-225-4664, 086-321-4740, 086-322-1610