ทัวร์โมรอคโค 2017 เที่ยวโมรอคโค 27 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2560 ทัวร์มาร์ราเกซ ทัวร์คาซาบลังกา ทัวร์ราบัท ทะเลทรายซาฮาร่า เมคเนส โวลูบิลิส มิดเดลท์ เออฟอร์ด ทันเฮียร์ วอซาเซท เอทเบนฮัดดู

สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 Mosque of Hassan II มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเมืองเมกกะ ทัวร์โมรอคโค Morocco

LOFT-EUR-43_GRAND MOROCCO 9 DAYS

ทัวร์โมรอคโค 2017 ไปเยือน เมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส (Roman city of Volubilis) ซึ่งในอดีตนั้นเคยเป็นเมืองหลวงของมอริเตเนีย ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช (พุทธศตวรรษที่ 3) และได้กลายเป็นเมืองค่ายทหารที่สำคัญของจักรวรรดิโรมัน เมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส ประกอบด้วยอาคารที่สวยงามมากมาย ยังปรากฏหลักฐานอยู่เป็นจำนวนมากในแหล่งโบราณคดี ซึ่งอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ ในยุคหลังโวลูบิลิสเคยเป็นเมืองหลวงของพระเจ้าไอดริสที่ 1 (Idriss I) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ไอดริสิด (Idrisid Dynasty) อยู่เป็นระยะเวลาสั้น ๆ พระศพของพระองค์ได้รับการฝังไว้ที่ มูเลย์ ไอดริส (Moulay Idriss) ในบริเวณใกล้เคียง ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในปี ค.ศ. 1755 แต่ยังคงเห็นได้ถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่ของเมืองในจักรวรรดิโรมันในอดีต และต่อมาองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้บรรจุเมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส ไว้ในรายชื่อของมรดกโลก ในปี 1997

โปรแกรมทัวร์โมรอคโค 2017 เที่ยวโมรอคโค 27 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2560 ทัวร์มาร์ราเกซ ทัวร์คาซาบลังกา ทัวร์ราบัท ทะเลทรายซาฮาร่า เมคเนส โวลูบิลิส มิดเดลท์ เออฟอร์ด ทันเฮียร์ วอซาเซท เอทเบนฮัดดู

27 ม.ค. 60 ทัวร์โมรอคโค 2017 ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ – ดูไบ (สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์) ศุกร์

22.00 น. พร้อมคณะที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ประตู 9 เคาน์เตอร์ T สายการบินเอมิเรสต์ แอร์ไลน์ เจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเช็คอิน

28 ม.ค. 60 ดูไบ – คาซาบลังกา (ทัวร์โมร็อกโก) – ราบัท เสาร์

01.05 น. ออกเดินทางสู่สนามบินนครดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) โดยเที่ยวบินที่ EK385

  • EK385 // EK751
  • 0105-0500 // 0745-1230

05.00 น. ถึงท่าอากาศยานนครดูไบ เพื่อรอเปลี่ยนเที่ยวบิน

07.45 น. ออกเดินทางต่อสู่โมร็อกโก โดยเที่ยวบินที่ EK751

12.30 น. คณะเดินทางถึง ท่าอากาศยานโมฮัมเหม็ดที่ 5 ประเทศโมร็อกโก หลังผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองและรับสัมภาระเรียบร้อยแล้ว (เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 7 ชั่วโมง)จากนั้นนำคณะออกเดินทางสู่เมืองราบัท (Rabat) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.30 ชั่วโมง เป็นเมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปี 1956 ผ่านชมความงามของพระราชวังหลวง (Royal Palace) ที่ทุกเที่ยงวันศุกร์ กษัตริย์แห่งโมร็อกโกจะทรงม้าจากพระราชวังมายังสุเหร่าเพื่อประกอบศาสนกิจ แล้วเดินทางไปชมสุสานของพระเจ้าโมฮัมเหม็ดที่ 5 (Mausoleum of Mohammed V) เป็นตึกสีขาวประดับลวดลายปูนปั้นละเอียดศิลปะประจำราชวงศ์อะลาวิตสมัยใหม่ (Modern Alaouite Dynasty) ด้านในมีระเบียงรอบให้คนยืนเคารพพระศพและชื่นชมความงามของสถาปัตยกรรม ที่มีโดมหลังคาขนาดใหญ่ ประดับลวดลายสุดอลังการด้วยทอง และกระจกสี สุสานแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณมัสยิดโบราณสมัยปี ค.ศ. 1195 ที่เกือบจะได้เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แวะชมหอคอยฮัสซัน (Hassan Tower) ส่วนหนึ่งของมัสยิดฮัสซัน ซึ่งได้วางแผนไว้ให้เป็นสุเหร่าที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลก สามารถบรรจุผู้ที่เข้ามาสวดมนต์ได้พร้อมกันคราวละ 40,000 คน แต่สุลต่าน (Sultan Yacoub al-Mansour) ผู้ที่สั่งให้สร้างสิ้นพระชนม์เสียก่อน หอคอยนี้มีลักษณะคล้ายกับหอคอยเมืองเซวิล (Seville) ของสเปนและ มัสยิดคูโทเบีย (Koutoubia Mosque) ในมาร์ราเกช เพราะสร้างในยุคเดียวกัน โดยสถาปนิกคนเดียวกัน หอคอยแบบนี้พิเศษตรงที่ใช้ทางลาดแทนบันไดวนไปชั้นบน เพื่อความสะดวกสำหรับผู้ที่ทำหน้าที่เรียกละหมาดวันละ 5 ครั้งของชาวมุสลิมนั่นเอง และแวะชมป้อมไอดูยะ (Bab Oudaia) ป้อมขนาดใหญ่ 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติค ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงใหญ่ ด้านในเป็น Medina บ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้าที่สะอาดตา (87 ก.ม.)

19.00 น รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

นำท่านเข้าสู่ที่พัก HOTEL BELERE 4* หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน www.belere-hotels.com

29 ม.ค. 60 ราบัท – เมคเนส – โวลูบิลิส – เฟซ อาทิตย์

08.00 น. รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม

09.00 น. นำคณะออกเดินทางสู่ เมืองเมคเนส (Meknes) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ โดยตัวเมืองนั้นอยู่ห่างจากกรุงราบัทเมืองหลวงของประเทศประมาณ 130 กิโลเมตร นอกจากนี้แล้ว เมืองเมคเนสเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยราชวงศ์อัลโมราวิดในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ภายในเมืองประกอบไปด้วยอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ รวมไปถึงสถานที่ปรักหักพังของโรมันเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้บรรจุเมืองเมคเนสไว้ในบัญชีรายชื่อมรดกโลกในปี 1996 แวะชมกำแพงโบราณที่สร้างขึ้นล้อมรอบเมืองเก่า โดยมีความยาวประมาณ 40 กิโลเมตร ซึ่งมีประตูเมืองขนาดใหญ่ถึง 7 ประตู

และไม่พลาดไปชม ประตูบับมันซู (Bab Mansour Monumental Gate) ประตูที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุด ตกแต่งด้วยโมเสดและกระเบื้องสีเขียวบนผนังสีแสด หลังจากนั้นไปเยือน ย่านจัตุรัสหลัก หรือ ที่เรียกกันว่า เมดินา (Medina) ซึ่งภายในเมดินานั้นมากมายไปด้วยเหล่าร้านค้า อาทิเช่น ร้านขายเสื้อผ้าโมร็อกโกแบบดั้งเดิม พรม รองเท้า รวมไปถึงเหล่าร้านเครื่องประดับเป็นจำนวนมาก ต่อมาไปชม สุสานมูเล อิสมาอิล (Mausoleum of Moulay Ismail) สุสานเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในปี 1703 โดย Ahmed Eddahbi โดยสุสานนั้นอยู่ภายในกำแพงเมือง นักท่องที่ยวที่มาเยือนจะได้ชื่นชมในความงดงามของสถาปัตยกรรมกระเบื้องโมเสกและศิลปะประตูโค้งตามสไตล์โมรอคโค

นำคณะไปเยือน เมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส (Roman city of Volubilis) ซึ่งในอดีตนั้นเคยเป็นเมืองหลวงของมอริเตเนีย ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช (พุทธศตวรรษที่ 3) และได้กลายเป็นเมืองค่ายทหารที่สำคัญของจักรวรรดิโรมัน เมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส ประกอบด้วยอาคารที่สวยงามมากมาย ยังปรากฏหลักฐานอยู่เป็นจำนวนมากในแหล่งโบราณคดี ซึ่งอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ ในยุคหลังโวลูบิลิสเคยเป็นเมืองหลวงของพระเจ้าไอดริสที่ 1 (Idriss I) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ไอดริสิด (Idrisid Dynasty) อยู่เป็นระยะเวลาสั้น ๆ พระศพของพระองค์ได้รับการฝังไว้ที่ มูเลย์ ไอดริส (Moulay Idriss) ในบริเวณใกล้เคียง ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในปี ค.ศ. 1755 แต่ยังคงเห็นได้ถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่ของเมืองในจักรวรรดิโรมันในอดีต และต่อมาองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้บรรจุเมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส ไว้ในรายชื่อของมรดกโลก ในปี 1997

13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

14.00 น. นำท่านเดินทางสู่เมืองเฟซ (Fes, Fez) อดีตเมืองหลวงที่อยู่ทางใต้ของแทงเจียร์ลงมาประมาณ 400 กิโลเมตร ด้วยจุดชมวิวบนป้อมปราการแห่งราชวงศ์ซาเดียน “Medieval Medina” เฟซยังมีเขตเมืองใหม่ที่เรียกว่า Fes el Jedid ที่มีบ้านช่องของชาวยิว (Mellah) และเมืองใหม่ที่ชาวเมือง เฟซอยู่กันหรือ Ville Nouvelle เป็นศูนย์กลาง จุดเด่นของเมืองใหม่นี้ก็คือพระราชวัง เพราะยังใช้งานอยู่จริงและเป็นหนึ่งในพระราชวังที่กษัตริย์องค์ปัจจุบัน (สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6) ใช้เวลาออกราชการในย่านนี้ของประเทศ ด้านหน้าของพระราชวังคือประตูทางเข้าทำมือที่แสนวิจิตรโดยช่างชั้นเยี่ยมของประเทศ

แล้วเดินทางต่อไปยังไฮไลต์ของเมือง ซึ่งก็คือเมดิน่าหรือเมืองเก่า Fes el Bali เฟซเมดิน่ามีประชาชนอาศัยอยู่มากถึง 200,000 คน ตรอก 9,400 ตรอก มัสยิดกว่า 365 แห่ง น้ำพุ 80 แห่ง ร้านค้า 80,000 แห่ง โรงเตี๊ยม อีก 80 แห่ง พื้นที่แบ่งเป็น 187 เขต แต่ละเขตประกอบด้วยหลักชุมชนของศาสนาอิสลาม 5 ประการคือ มัสยิด โรงเรียนสอนศาสนา น้ำพุ โรงอาบน้ำ (ฮามัม) และสถานที่อบขนมปัง แวะชมสุเหร่าไคเราวีน (Karaouine Mosque) ซึ่งเป็นทั้งมหาวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกของ Morocco และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก่อตั้งในปี ค.ศ. 859 และยังดำเนินการอยู่จนปัจจุบัน เมืองนี้ใช้ลาแทนรถ โดยสามารถเดินเข้าได้ทุกซอกทุกมุมของตรอกเล็ก ๆ นอกจากการหลงทางแล้วอีกอย่างหนึ่งที่ต้องระวังแทบทุกก้าวก็คือขี้ลา เมดิน่ามีการแบ่งโซนคร่าวๆไว้ด้วย เช่น โซนตลาดสด คนอิสลามกินแต่เนื้อสัตว์ตัวผู้เท่านั้น ดังนั้นเวลาขายจะโชว์ให้ลูกค้าเห็นด้วย โดยเหน็บช่อพาสลีย์ไว้ระหว่างขาสัตว์เพื่อช่วยไล่แมลงวัน แวะชมน้ำพุเนจจารีน (Nejjarine Fountain) ที่มีชื่อเสียง สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบหลากสี

19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

นำท่านเข้าโรงแรมที่พัก BARCELO FEZ HOTEL 4* หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน www.barcelo.com

30 ม.ค. 60 เฟซ – มิดเดลท์ – เออฟอร์ด จันทร์

07.30 น. รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม

08.30 น. นำท่านเดินทางสู่เมืองมิเดลท์ (Midelt) เป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาแอตลาส เมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้า การทำเหมืองแร่ของโมร็อกโก ตั้งอยู่บนระดับความสูงที่ 1,508 เมตร (4,948 ฟุต) นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้เมืองมิเดลท์ เป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่สูงที่สุดในโมร็อกโกอีกด้วย

12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย นำคณะแวะชมงานฝีมือท้องถิ่นของเมือง โดยเฉพาะชื่อเสียงของการทอพรมและผ้าห่มที่ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมหลักของที่นี่ก็ว่าได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ สินค้าประเภทพรม เป็นสินค้าสำคัญของเมืองมิเดลท์ จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองเออฟอร์ด (Erfoud) ซึ่งเป็นโอเอซีส ศูนย์กลางการค้าขายของคาราวาน ซึ่งเดินทางมาจากซูดานและซาอุดิอาระเบีย เส้นทางนี้ผ่านเทือกเขาแอตลาส สองข้างทางเปลี่ยนสภาพจากความแห้งแล้งเป็นป่าไม้พุ่ม และสลับกับความแห้งแล้ง ผ่าน Ziz Valley ก่อนข้าม Middle Atlas

19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารในโรงแรม

นำท่านเข้าโรงแรมที่พัก HOTEL KASBAH XALUCA ERFOUD 4* หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน www.xaluca.com

31 ม.ค. 60 เออฟอร์ด – ทันเฮียร์ – วอซาเซท อังคาร

เช้า เช้านี้ปลุกท่านตื่นเพื่อนำท่านนั่งรถขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD ไปท่องทะเลทรายซาฮาร่า เป็นทะเลทรายในทวีปอัฟริกา ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากทะเลทรายในทวีปแอนตาร์กติกา) และเป็นทะเลทรายร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ณ เมืองเมอร์ซูก้า (Merzouga) ลัดเลาะขอบทะเลทรายสู่เขตซาฮาร่า นำท่านขี่อูฐ (รวมอยู่ในค่าบริการ) สู่เนินทรายอันกว้างใหญ่สุดตา เพื่อรอชมพระอาทิตย์ทอแสงยามเช้า เป็นบรรยากาศที่คุณจะประทับใจไม่รู้ลืม ได้เวลาพอสมควรเดินทางกลับสู่ที่พัก

09.00 น. รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม

10.00 น. นำท่านเดินทางสู่ ทอดร้าจอร์จ (Todra Gorge) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.30 ชม. ชมความงามของช่องเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในโอเอซิส ลำน้ำเกลือที่ไหลผ่านข่องเขากับหน้าผาสูงชันแปลกตา เป็นแหล่งปีนหน้าผาสำหรับนักเสี่ยงภัย แวะชมโอเอซิสทันเฮียร์ Tinerhir ชุมชนที่เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ท่ามกลางความแห้งแล้ง ยังมีความชุ่มชื้นของโอเอซิส ต้นปาล์ม เคยเป็นที่ตั้งของกองทหารที่เดินทางมาจากวอซาเซท

13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองวอซาเซท (Ouarzazate) ระหว่างทางผ่านชมหุบเขาดาเดส (Dades Valley) แนวเขาและธรรมชาติของหุบเขาที่ถูกกัดกร่อนจากแรงลม ทำให้หุบเขากลายเป็นรูปร่างต่างๆสวยงาม และแวะ El Kelaa des Mgouna หรือ City of Rose ชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากดอกกุหลาบ

19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

นำท่านเข้าโรงแรมที่พัก HOTEL KARAM PALACE 4* หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน www.karampalace.com

1 ก.พ. 60 วอซาเซต – เอทเบนฮัดดู – มาร์ราเกซ พุธ

07.00 น รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม Buffet

08.00 น. ขอต้อนรับสู่เมืองวอซาเซต (Ouarzazate) ดินแดนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ประตูสู่ทะเลทราย” ซึ่งตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 1,160 เมตร เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของโมร็อกโก อีกทั้งยังเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอีกด้วย

แวะชม “ป้อมทาเริท” (Kasbah of Taourirt) ที่อยู่ไม่ไกลจากกลางใจเมือง เป็นหมู่อาคารขนาดใหญ่ ประกอบด้วยห้องต่างๆ จำนวนมากซ่อนอยู่ เชื่อมต่อกันด้วยถนนเล็กๆ และเส้นทางที่คดเคี้ยวไปมาตามหมู่อาคารที่เบียดเสียดกัน ภายในป้อมยังเป็นพระราชวังของตระกูลกลาวี (Glaoui Palace) อดีตผู้ปกครองเมืองมาร์ราเกซ ลวดลายบนผนังอาคารและรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นไปในรูปแบบของชาว เบอร์เบอร์ ซึ่งเหมาะกับความเป็นอยู่ในอดีต ที่มีคนงานและคนรับใช้จำนวนมาก ส่วนที่เป็นวังเก่า ห้องนั่งเล่น ห้องรับรอง บางห้องก็ว่างเปล่า UNESCO ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นมาจากอาคารเดิมเพียง 1 ใน 3 ของอาคารทั้งหมด

แวะชมเมืองเอทเบนฮัดดู (Ait Ben Haddou) ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา ริมแม่น้ำ Ounila เป็นเมืองที่ชื่อเสียงในเรื่องการหารายได้จากกองถ่ายทำภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง โดยเฉพาะป้อมที่งดงามและมีความใหญ่ที่สุดในโมร็อกโกภาคใต้ คือ ป้อมปราการแห่งเอทเบนฮัดดู (Kasbah of Ait Ben Haddou) เป็นป้อมหินทรายซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์ เป็นปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนต์หลายเรื่องที่โด่งดังอาทิ Lawrance of Arabia, Jesus of Nazareth และ Gladiator ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขององค์การยูเนสโก้ เป็นอีกหนึ่งกลุ่มอาคารสร้างด้วยดินที่มีกำแพงล้อมรอบ ซึ่งปัจจุบันได้รับการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดี โดยมีลักษณะที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิม โดยบ้านเหล่านี้รวมตัวกันอยู่ในกำแพงที่เหมือนป้อมปราการ และมีหอคอยที่มุมช่วยเสริมความมั่นคงแข็งแรง จากนั้นออกเดินทางสู่เมืองมาร์ราเกช (Marrakech)

12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย เยี่ยมชมเมืองมาร์ราเกช (Marrakech) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่ตั้งอยู่เชิงเขาแอตลาส ในอดีตเมืองโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่มาจากทางตอนใต้ของโมร็อกโก และยังเป็นอดีตเมืองหลวงในช่วงสมัยราชวงศ์อัลโมราวิด ช่วงศตวรรษที่ 11 เป็นเมืองที่คนมาท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ มีงานศิลปะจากศิลปินทั่วโลกที่มาตั้งรกรากที่นี่ให้ชมมากมาย มาร์ราเกชมีความสำคัญมากทางการค้าตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 และเป็นเมืองสุดท้ายในโมร็อกโกก่อนข้ามไปทะเลทรายซาฮาร่า จึงเป็นเมืองหน้าด่านทั้งขาไปและกลับของนักเดินทาง นักท่องเที่ยวมากมายที่ฝันอยากมาที่นี่สักครั้ง เพราะเหมือนกับได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ได้ไปดูสิ่งก่อสร้างที่ปรักหักพัง แต่เหมือนพาตัวเองมาเดินในอดีตจริงๆ

บ้านเมืองและท้องถนนยังคงเหมือนเดิมเมื่อพันปีที่แล้ว ผู้คนยังใช้ชีวิตในแบบเดิม จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ Marrakech ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก เสน่ห์ของมาร์ราเกซอยู่ที่การกำหนดของรัฐบาล โดยให้ทุกบ้านเรือนในเมืองนี้ทาสีส้มได้เพียงสีเดียวเท่านั้น สีจะออกเหมือนสีส้มอิฐ เมื่อกระทบกับแสงแดดก็จะสะท้อนออกเป็นสีอมชมพู คนที่นี่เค้าเลยเรียกเมืองนี้ว่า “เมืองสีชมพู” แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City อาจกล่าวได้ว่ามาร์ราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง จึงได้สมญานามว่าเป็น A city of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้

การเที่ยวมาร์ราเกชส่วนมากคงต้องเริ่มที่จัตุรัสจาม่า เอล ฟีน่า (Place Jemaa El Fna) เป็นตลาดที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นศูนย์รวมของสินค้าหัตถกรรมเลื่องชื่อ และอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากทั้งในแอฟริกาและยุโรป นักท่องเที่ยวนิยมใช้เวลาทั้งวันในการเดินเที่ยว จับจ่ายซื้อของ และต่อราคาในตลาด ก่อนที่จะหาที่นั่งเหมาะๆ บนชั้นลอยของร้านอาหารเพื่อนั่งมองตลาดเบื้องล่าง ที่ทั้งเต็มไปด้วยสีสันของพรมที่ถูกตากอยู่ เครื่องเทศที่วางเป็นกองๆ และคนเดินขวักไขว่ไปมา และอีกที่ในมาราเกซที่ไม่ควรพลาดคือ “ซูค” (Souks) หรือตลาดนั่นเอง โดยจะแบ่งประเภทสินค้าเป็นย่าน เช่น ย่านที่ขายเสื้อผ้า ก็จะมีแต่เสื้อผ้า ย่านที่ขายพรม ก็จะมีแต่พรม บรรยากาศในซูคจะคึกคัก มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยผู้คนเดินที่มาจับจ่าย ทั้งคนท้องถิ่นเองและนักท่องเที่ยวที่แวะผ่านมา

19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม

นำท่านเข้าโรงแรมที่พัก ZALAGH KASBAH HOTEL & SPA 4* หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน www.zalagh-hotelkasbah.com

2 ก.พ. 60 มาร์ราเกซ – คาซาบลังกา พฤหัสบดี

07.00 น. รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม Buffet

08.00 น. นำคณะชมพระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) แปลว่า พระราชวังของผู้เป็นคนโปรด (Palace of the Favorite) เป็นพระราชวังของท่านมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa และ Ba Ahmed สถาปัตยกรรมออกเป็นแนวสมัยใหม่ โดยที่ตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น แต่ด้วยความที่มีการวางแผนก่อสร้างและตกแต่งอย่างเร่งรีบ จึงเป็นที่วิจารณ์กันว่ารายละเอียดหลายๆอย่างในพระราชวังแห่งนี้ยังไม่สมบูรณ์ลงตัว พระราชวังมีการตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น (Stucco) มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสกเป็นลวดลายที่สวยงามละเอียดอ่อนมาก

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง สุสานแห่งราชวงศ์ซาเดียน (Saadian Tombs) เป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ในสมัยราชวงศ์ซาเดียน สถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างมากกว่า 2 ศตวรรษ ภายหลังได้รับการบูรณะ และเปิดให้เข้าชมความงดงามของงานศิลปะแบบมัวริส (Moorish) แท้ ๆ ความวิจิตรอลังการของห้องโถงภายใน เสาคอลัมน์หินอ่อนสีสวย ลวดลายงานปูนที่ประดับประดาบนผนังและเพดาน สวนสวยภายนอกที่สร้างขึ้นใหม่ โดยเขาว่าเป็นการทำตามแบบสวนสวรรค์ของพระอัลเลาะห์ (Allah’s Paradise) ชมมัสยิดคูโทเบีย (Koutoubia Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดในเมือง มีหอวังสูง 226 ฟิต เป็นสัญลักษณ์สำคัญ เป็นมัสยิดโบราณที่ทุกคนรู้จักและเคารพนับถือ

นำท่านชมสวนจาร์ดีน มาจอแรล (Jardin Majorelle Gardens) หรือ สวนยิปแซงลอเร้นซ์ (Yves Saint Laurent Gardens) ชื่อนี้เป็นที่คุ้นเคยของสาวๆ ที่ชื่นชอบแฟชั่นสุดหรูของ Yves St. Laurent นักออกแบบแฟชั่นดีไซน์เนอร์แห่งปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสวนแห่งนี้ ในช่วงที่โมร็อกโกตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ยิปแซงลอเร้นซ์มาที่ประเทศโมร็อกโก เพื่อพักผ่อนหลังจากเคร่งเครียดจากงานออกแบบแฟชั่นโชว์ บ้านหลังนี้เคยตกเป็นของเศรษฐีแห่งมาราเกช หลังจากยิปแซงมาเยือนมาราเกช ก็ได้เกิดความหลงใหลในเมืองแห่งนี้ และซื้อบ้านหลังนี้ไว้เป็นที่พักผ่อน

ชมสวนที่ถูกออกแบบโดยใช้สีฟ้า และสีส้มเป็นองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเสา แจกัน และชมนานาพรรณของต้นไม้แห่งทะเลทราย ที่จัดได้อย่างสวยงาม การมาที่ Marrakech ต้องซื้อของฝาก เพราะถึงข้าวของจะแพงและบวกราคาไว้รอรับนักท่องเที่ยวอย่างเราแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่า ของฝากจากที่นี่มีเอกลักษณ์และคุณค่า ในแบบที่หาจากที่อื่นไม่ได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฟอสซิลจากทะเลทราย (เพราะบริเวณทะเลทรายของโมร็อกโก เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ขุดพบฟอสซิลมากที่สุดในโลก) โคมไฟฉลุลาย มีดชาวเผ่า และที่ขาดไม่ได้ แต่ขนกลับมายากหน่อย ก็คือ พรมทอมือ รวมไปถึงถ้วยชามเคลือบดินเผาทั้งหลาย (308 ก.ม.)

13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย หลังอาหาร นำคณะเดินทางกลับสู่เมืองคาซาบลังกา ใช้เวลาเดินทาง 2.40 น.

19.00 น รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม

นำท่านเข้าสู่ที่พัก IMPERIAL CASABLANCA HOTEL & SPA 4* หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน www.hotelimperialcasablanca.com

3 ก.พ. 60 เที่ยวคาซาบลังกา – เดินทางกลับกรุงเทพฯ ศุกร์

07.00 น. รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม Buffet

08.00 น. จากนั้นนำคณะเที่ยวชมเมือง คาซาบลังกา (Casablanca) มีความหมายในภาษาสเปนว่า “บ้านสีขาว” ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริง ๆ แต่ปัจจุบันนี้บ้านเรือนสีขาวของพวกเขา บนหลังคาล้วนเต็มไปด้วยจานดาวเทียม ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด คาซาบลังกาไม่ได้เป็นเมืองหลวงของโมร็อกโก แต่เป็นเมืองใหญ่ทางตะวันตกของประเทศ แต่เดิมเป็นแค่เมืองท่าเล็ก ๆ มาโด่งดังมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เมื่อภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน นำแสดงโดย ฮัมฟรีย์ โบการ์ด และอินกริด เบิร์กแมน ออกฉายในปี ค.ศ. 1942

จนทุกวันนี้คาซาบลังกาก็กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ความเจริญของโลกยุคใหม่ทำให้เมืองแห่งนี้พลุกพล่าน และแม้เป็นเมืองที่นับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็สามารถมองเห็นหญิงสาวในชุดแฟชั่นตะวันตกได้ไม่ยาก นักท่องเที่ยวที่มาคาซาบลังกาจะนั่งจิบชาในร้านรวงที่ยื่นออกมาบนบาทวิถีแบบเดียวกับที่ฝรั่งเศสไม่ผิดเพี้ยน เพราะเคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมาก่อน แวะชมสุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (Mosque Hassan II) ซึ่งเป็นสุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกา สุเหร่าแห่งนี้ สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ. 1993

ในวาระเฉลิมพระชนม์ครบ 60 พรรษาของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 แห่งโมร็อกโก เป็นสุเหร่าที่มีขนาดใหญ่มาก จุคนได้ราว 25,000 คน ภายนอกยังรับผู้ที่มาสวดมนต์ได้อีก 80,000 คน และมีหอคอยสูงถึง 210 เมตร เป็นศิลปะสไตล์โมร็อกโก ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส มิเชล แปงโซ (Michel Pinseau) และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ผสมผสานเข้าไป ทั้งเครื่องทำความร้อน สำหรับอุ่นพื้น หลังคาเลื่อนเปิดให้แสงส่องเข้ามาได้ มีประตูเหล็กบานใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าในการเลื่อนขึ้นและลงอีกด้วย

10.30 น. ได้เวลาอันสมควร นำคณะออกเดินทางสู่สนามบินนานาชาติ คาซาบลังกา เพื่อเตรียมเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ

13.55 น. ออกเดินทางโดยสนามบินดูไบ โดยเที่ยวบินที่ EK752

4 ก.พ. 60 เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ เสาร์

01.30 น. ถึงท่าอากาศยานนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อรอเปลี่ยนเที่ยวบิน EK752 // EK384

1355-0130+1 // 0305-1205

03.05 น. ออกเดินทางโดยสายการบินเอทิฮัด แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ EK384

12.05 น. นำท่านเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

Period: 27 มกราคม-4 กุมภาพันธ์ 2560

  • Tour Fare Adults 83,000.-
  • Child 4-11 With Bed 75,000.-
  • Child 4-6 No Bed 66,500.-
  • SGL Supp 14,000.-
  • No TKT ADL / CHD -26,000. -19,500.-

ค่าทัวร์รวม :

  • ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ รวมค่าภาษี และส่วนเพิ่มของน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2559
  • ค่ารถโค้ชมาตรฐานยุโรป ท่องเที่ยวตามโปรแกรมที่ระบุ
  • ค่าเข้าตามระบุในรายการ
  • ค่าโรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว หรือเทียบเท่าในระดับราคาเดียวกัน โดยพักเป็นห้องแบบ Twin / Double **กรุณาดูรายละเอียดแนบท้ายในหัวข้อ “โรงแรมและห้องพัก (Hotel Accommodation)”
  • ค่าอาหารตามที่ระบุในรายการ คัดสรรเมนูและให้ท่านได้เลิศรสกับอาหารท้องถิ่นในแต่ละประเทศ
  • ค่าทิปพนักงานขับรถโค้ช ในยุโรปกำหนดมาตรฐานไว้ที่ 2 € / ท่าน / วัน
  • ค่าธรรมเนียมวีซ่าฝรั่งเศส (เชงเก้น)
  • ค่าบริการนำทัวร์โดยหัวหน้าทัวร์ผู้มีประสบการณ์นำเที่ยวและคอยดูแลอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง 1 ท่าน
  • ค่าประกันการเดินทางของ บริษัท Allianz Global Assistance Service (Thailand) Co., Ltd. แบบ OASIS TRIPPER PLAN.คุ้มครองการสูญเสียชีวิต/อวัยวะจากอุบัติเหตุ สำหรับผู้เอาประกันภัยอายุมากกว่า 16 ปีน้อยกว่า 75 ปี ไม่เกิน 3,000,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศไม่เกิน 2,000,000 บาท ทั้งนี้ครอบคลุมถึงสุขภาพที่ไม่ได้เกิดจากโรคประจำตัว
  • หากมีความประสงค์จะเพิ่มความคุ้มครองในกรณีสัมภาระในการเดินทางสูญหายตลอดจนความล่าช้าของสัมภาระและเที่ยวบินกรุณาสอบถามและโปรดศึกษาจากรายละเอียดของกรมธรรม์ตามเอกสารแนบท้ายใบจองทัวร์
  • ค่ายกกระเป๋าใบใหญ่ท่านละ 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 23 กิโลกรัม ส่วนกระเป๋าใบเล็กอยู่ในความดูแลของท่านเองไม่เกิน 7 กิโลกรัม

ค่าทัวร์ไม่รวม :

  • ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % และค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3 %
  • ค่าทิปหัวหน้าทัวร์ และไกด์ท้องถิ่น
  • ค่าทำหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ ค่าโทรศัพท์, ค่าซักรีด, ค่าเครื่องดื่มในห้องพักและค่าอาหารที่สั่งมาในห้องพัก ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่สั่งพิเศษในร้านอาหาร นอกเหนือจากที่ทางบริษัทฯ จัดให้ ยกเว้นจะตกลงกันเป็นกรณีพิเศษ เช่น หากท่านทานได้เฉพาะอาหารทะเลเพียงอย่างเดียว ท่านต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

การจองทัวร์ (How to make your reservation)

  • หากท่านสนใจและประสงค์จะเดินทาง เพื่อเป็นการยืนยันการเดินทางของท่าน กรุณาจองทัวร์และชำระเงินมัดจำล่วงหน้า 30,000 บาทต่อผู้เดินทางหนึ่งท่าน ภายใน 3 วันนับจากวันที่จอง ซึ่งเงินมัดจำดังกล่าวจะเป็นการยืนยันการจองของท่าน และกรุณาชำระค่าทัวร์ส่วนที่เหลือล่วงหน้า 30 วันก่อนการเดินทาง หากท่านไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือตามวันที่กำหนด ทางบริษัทฯถือว่าท่านยกเลิกการเดินทางโดยไม่มีเงื่อนไข

สอบถามทัวร์ LINE: @lofttravel TEL: 02-402-6475, 02-046-0046, 080-291-0123, 085-225-4664, 086-321-4740, 086-322-1610